วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ขั้นตอนการติดตั้ง ATutor (ต่อ)

17. โปรแกรมแสดงพาทในการเก็บเนื้อหาต่างๆ ชื่อว่า content



ให้ไปสร้างไดเร็กทอรี่ชื่อว่า content


สร้างไดเร็กทอรีชื่อว่า content ไว้สำหรับเก็บหลักสูตรต่างๆ

* หลังการสร้างโฟลเดอร์แล้ว กรณีใช้บนโฮสต์ติ้งจริงต้องเปลี่ยนโหมด (chmod) เป็น 777 ให้สามารถอ่านและเขียนข้อมูลเข้าไปได้
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cmsthailand.com/web45-47/print.php?sid=99



18. ระบบเขียนคอนฟิกเข้าไปในไฟล์ ../include/config.inc.php
19. คลิกปุ่ม Next


20. ระบบรายงานข้อมูลระบบที่ใช้ติดตั้ง ATutor
21. ให้คลิกปุ่ม Next

22. ระบบรายงานว่าการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
23. คลิกปุ่ม Login เพื่อเข้าระบบ

24. ระบบแสดงเว็บหน้าแรกให้ล็อกอินเข้าระบบ
โดยเราสามารถล็อกอินเข้าระบบโดยชื่อผู้ใช้สองคนคือ ชื่อผู้ดูแลระบบ และชื่ออาจารย์ ที่เราระบุก่อนหน้านี้


กรณีล็อกอินเป็น Admin

กรณีล็อกอินเป็น Instructor


* สามารถอ่านคู่มือการติดตั้งเพิ่มเติมได้ในห้อง docs หรือที่ URL : http://www.atutor.ca/atutor/docs/

สรุป
ATutor เป็นเครื่องมือที่นิยมนำมาทำระบบ E-Learning สำหรับใช้งานในโรงเรียน สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน สำหรับในไทยเราเอง ATutor เป็นทูลที่ได้รับความนิยมเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบัน ATutor ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมายรวมทั้งภาษาไทย สามารถดูภาษาที่ ATutor รองรับอยู่ในปัจจุบัน (27/03/48) ที่ http://www.atutor.ca/atutor/translate/ สำหรับ ในที่นี้ผู้เขียนได้อธิบายเฉพาะการติดตั้ง ATotor แบบเดี่ยวๆ เท่านั้น
ปัจจุบันนี้ ATutor สามารถติดตั้งเป็นโมดูลเสริมในระบบ CMS ยอดนิยมอย่าง PostNuke, Mambo สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บท่าของ ATutor คือ ATutor.ca

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ขั้นตอนการติดตั้ง ATutor

ขั้นตอนการติดตั้ง ATutor

* ก่อนการติดตั้งท่านต้องจำลองเครื่องตัวเองเป็น Web Server ก่อน สามารถเลือก Web Server ตัวใดตัวหนึ่งตามลิ้งด้านล่างนี้

โปรแกรม ลิงค์ดาวน์โหลด
WM Serverv http://www.cmsthailand.com/web45-47/print.php?sid=80

AppServ http://www.cmsthailand.com/web45-47/print.php?sid=2

WAMP http://www.cmsthailand.com/web45-47/print.php?sid=58



1. ดาวน์โหลดตัวติดตั้งที่ http://www.cmsthailand.com หรือที่ http://www.atutor.ca/atutor/download.php

2. หลังการดาวน์โหลดมาให้ทำการแตกไฟล์ด้วย WinRAR หรือ Winzip




รูปแสดงโฟลเดอร์หลังการแตกไฟล์


3. ทำการคัดลอกหรืออัปโหลดตัวติดตั้ง (โฟลเดอร์ moodle) ไปใส่ในห้องเก็บเว็บไซต์
ไดเร็กทอรี่ คำอธิบาย
C:\WM\www กรณีใช้ WMServer
C:\AppServ\www กรณีใช้ AppServ
C:\InetPub\wwwroot กรณีใช้ IIS
/var/www/html กรณีใช้ระบบ Linux เก็บที่พาทหลัก
/home/username/public_html กรณีใช้ระบบ Linux เก็บที่พาทของผู้ใช้ (โดยที่ไปบนโฮสต์ติ้งจะใช้พาทนี้)

* ในที่นี้ทดสอบบนเครื่องตัวเองใช้ WMServer



รูปแสดงโฟลเดอร์ห้องเก็บตัวติดตั้ง


4. ทำการสร้างฐานข้อมูลสำหรับเก็บโปรแกรม ATutor ในที่นี้สร้างโดยใช้โปรแกรม phpMyAdmin (โดยทั่วไปบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือบนโฮสต์ติ้งเขามีบริการอยู่แล้ว)



สร้างฐานข้อมูลที่ต้องการเก็บ moodle ในที่นี้สร้างฐานข้อมูลชื่อว่า atutor
Note.
กรณีใช้บน Web Hosting จริงสามารถใช้ฐานข้อมูลที่ทางโฮสต์ติ้งให้มาหรือทำการสร้างใหม่ผ่านทาง Control Panel ที่ทาง hosting ให้บริการ

5. หลังการสร้างฐานข้อมูลเสร็จแล้วก็เริ่มติดตั้งโดยการพิมพ์ URL ดังนี้
URL คำอธิบาย
http://127.0.0.1/atutor/install/ กรณีติดตั้งบนเครื่องตัวเอง
http://www.sitename.com/atutor/install/ กรณีสร้างเป็นไดเร็กทอรี่ย่อยลึกลงไปอีกชั้น
http://www.sitename.com/install/ กรณีสร้างเป็นพาทหลักเว็บไซต์
http://lms.sitename.com/install/ กรณีสร้างเป็น sub domain ชื่อว่า lms

์Note.
ห้องสำหรับเป็นตัวติดตั้งสามารถตั้งเป็นชื่ออื่นได้ในที่นี้ทดสอบตั้งชื่อว่า atutor



6. คลิกที่ปุ่ม Install กรณีติดตั้งเป็นครั้งแรก



7. โปรแกรมรายงานลิขสิทธิ์โปรแกรม ของ ATutor เป็นชนิด GNU General Public License (GPL)
8. คลิกปุ่ม I Agree



9. ระบุรายละเอียดฐานข้อมูล MySQL
Database Hostname: ระบุชื่อโฮสต์เนมที่เก็บฐานข้อมูลมายเอสคิวแอล กรณีทดสอบบนเครื่องตัวเองให้ใส่เป็น localhost
Database Port: พฮร์ตที่ใช้เชื่อต่อปกติเป็น 3306
Database Username: ชื่อผู้ใช้ กรณีทดสอบบนเครื่องให้ใช้เป็น root
Ttabase Password: รหัสผ่าน กรณีทดสอบบนเครื่องตนเองให้ปล่อยว่างไว้
Database Name: ชื่อฐานข้อมูล ในที่นี้ชื่อว่า atutor (ได้สร้างไว้ในข้อ 4)
Table Prefix: ให้ใช้ค่าเก่าเป็น AT_

10. หลังจากระบุเสร็จให้คลิกปุ่ม Next





11. ระบบรายงานกรสร้างตารางข้อมูลงฐานข้อมูล atutor
12. คลิกปุ่ม Next





13. ระบบรายละเอียดผู้ควบคุมเว็บ และรายละเอียดเพิ่มเติม
14. คลิกปุ่ม Next



15. ระบุรายละเอียดผู้ใช้(ชื่ออาจารย์ : Instructor) คนแรก
16. คลิกปุ่ม Next

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

e-learning


e-Learning คืออะไร



คำว่า e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น
ลักษณะสำคัญของ E-learning
E-learning นับเป็นคำใหม่พอสมควร ที่มีความหมายถึงการอบรมด้วยระบบเครือข่าย หรือผ่านระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายอินทราเน็ตในองค์กร ดังนั้น E-learning จึงได้ผนวกเข้ากับโลกแห่งการศึกษา และวงจรธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันนี้บริษัทหลายบริษัทพัฒนาระบบ E-learning เพื่ออบรมพนักงานขายของบริษัท ให้ทราบและรู้จักผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมเทคนิคการขาย มหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ เช่น Stanford หรือ Harvard ก็นำระบบ E-learning มาให้บริการนิสิต นักศึกษาจากทั่วโลก เพื่อสมัครเรียนในหลักสูตรต่างๆ ที่เปิดให้บริการ ดังนั้นจึงพอจะสรุปลักษณะสำคัญของ E-learning ได้ดังนี้Anywhere, Anytime and Anybody คือ ผู้เรียนจะเป็นใครก็ได้ มาจากที่ใดก็ได้ และเรียนเวลาใดก็ได้ตามความต้องการของผู้เรียน เพราะหน่วยงานได้เปิดเว็บไซต์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งบริการจัดทำเป็นชุด CD เพื่อใช้ในลักษณะ Offline ให้กับโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่สนใจ แต่ยังไม่พร้อมในระบบ
• อินเทอร์เน็ต
• Multimedia สื่อที่นำเสนอในเว็บ ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ตลอดจนวีดิทัศน์ อันจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
• Non-Linear ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาที่นำเสนอได้ตามความต้องการ
• Interactive ด้วยความสามารถของเอกสารเว็บที่มีจุดเชื่อม (Links) ย่อมทำให้เนื้อหามีลักษณะโต้ตอบกับผู้ใช้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และผู้เรียนยังเพิ่มส่วนติดต่อกับวิทยากรผ่านระบบเมล์ ICQ, Microsoft Messenger และสมุดเยี่ยม ทำให้ผู้เรียนกับวิทยากรสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว
ข้อดี – ข้อเสียของการเรียนการสอนผ่านเว็บ
ข้อดี
• เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งบุคคล
• ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน
• ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน
• ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการเรียนได้เป็นอย่างดี
• ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม ตั้งประเด็นการเรียนรู้ในห้องเรียน มีความกล้ามากกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องแสดงตนต่อหน้าผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้น โดยอาศัยเครื่องมือ เช่น E-Mail, Webboard, Chat, Newsgroup แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ
ข้อเสีย
• ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
• ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมย์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
• ผู้เรียน และผู้สอน จะต้องมีความพร้อมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ทั้งด้านอุปกรณ์ ทักษะการใช้งาน
ข้อคำนึงในการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ
การจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ ควรคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้
• ความพร้อมของอุปกรณ์และระบบ
• ความพร้อมของผู้เรียน
• ความพร้อมของผู้สอน
ประโยชน์ของการเรียนการสอนออนไลน์
• เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
• สนับสนุนการเรียนการสอน
• เกิดเครือข่ายความรู้
• เน้นการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตรงตามหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา

KM

KM คือ
การจัดการความรู้ หรือ KM ซึ่งที่ย่อมาจากคำว่า “Knowledge Management”
Knowledge Management หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า KM นั้นก็คือแนวทางการบริหารแนวทางการทำงานภายในองค์กรเพื่อทำให้เกิดการนิยาม ความรู้ขององค์กรขึ้น และทำการรวบรวม, สร้าง, และกระจายความรู้ขององค์กรไปให้ทั่วทั้งองค์กรเพื่อให้เกิดการต่อยอดของความ รู้, นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงก่อให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ภายในองค์กรขึ้น
คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
ขอบเขตและเป้าหมาย KM เป็นอย่างไรบ้าง ?
ก่อน ที่จะมีจัดการความรู้ หรือทำ KM จะต้องมีการกำหนดขอบเขต และเป้าหมาย KM ก่อน ซึ่ง ขอบเขต KM เป็นหัวเรื่องกว้างๆ ของความรู้ที่จำเป็นและสอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์ตามแผนบริหารราชการแผ่น ดิน ซึ่งต้องการจะนำมากำหนดเป้าหมาย KM ซึ่งแต่ละองค์กรสามารถใช้แนวทาง ในการกำหนดขอบเขตและเป้าหมาย
KM เพื่อจัดทำแผนการจัดการความรู้ขององค์กร ได้ 4 แนวทาง คือ
แนวทางที่ 1 เป็นความรู้ที่จำเป็นและสนับสนุนวิสัยทัศน์ พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ขององค์กร
แนวทางที่ 2 เป็นความรู้ที่สำคัญต่อองค์กร เช่น ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า
แนวทางที่ 3 เป็นปัญหาที่องค์กรประสบอยู่ และสามารถนำ KM มาช่วยได้
แนวทางที่ 4 เป็นแนวทางผสมกันระหว่างแนวทางที่ 1 , 2 หรือ 3 หรือจะเป็นแนวทางอื่นที่องค์กรเห็นว่าเหมาะสม

LMS

LMS คืออะไร

LMS เป็นคำที่ย่อมาจาก Learning Management System หรือระบบการจัดการเรียนรู้ เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ จะประกอบด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยที่ผู้สอนนำเนื้อหาและสื่อการสอนขึ้นเว็บไซต์รายวิชาตามที่ได้ขอให้ระบบ จัดไว้ให้ได้โดยสะดวก ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหา กิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยผ่านเว็บ ผู้สอนและผู้เรียนติดต่อ สื่อสารได้ผ่านทางเครื่องมือการสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้ เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา กระดานถาม - ตอบ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ การเก็บบันทึกข้อมูล กิจกรรมการเรียนของผู้เรียนไว้บนระบบเพื่อผู้สอนสามารถนำไปวิเคราะห์ ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอนในรายวิชานั้นอย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบ LMS
LMS ประกอบด้วย 5 ส่วนดังนี้
1. ระบบจัดการ
2. ระบบการสร้าง
3. ระบบการทดสอบและประเมินผล
4. ระบบส่งเสริมการ
5. ระบบจัดการข้อมูล

CMS

CMS คืออะไร
CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป CMS เป็นเหมือนโปรแกรม โปรแกรมหนึ่ง ที่มีผู้พัฒนามาจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในเว็บไซต์เช่น PHP , Python , ASP , JSP
ข้อดีของ CMS
1.ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์
2.ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำนวนมาก
3.ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้เราหมด
4.มีระบบจัดการที่เราสามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย อย่างเช่น ระบบแกลลอรี่
5.สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เพียงแค่โหลดทีม (Theme) ของ CMS นั้นๆ
ข้อเสียของ CMS
1.ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบทีม (หน้าตาของเว็บ) เอง จะต้องใช้ความรู้มากกว่าปรกติ เนื้องจาก CMS มีหลายๆระบบมารวมกันทำให้เกิดความยุ่งยาก สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้
2.ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่นจะต้องใส่ข้อความลงตรงไหน จะต้องแทรกภาพอย่างไร ซึ่งจะลำบากเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น
3.ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการ set up ครั้งแรกกับ web server
แนะนำ CMS
- Mambo CMS ตัวนี้มีผู้ใช้งานมากมายทั้งในหน่วยงานของรัฐ และผู้คนทั่วไป ทำให้มีคนให้เราสามารถปรึกษาได้มาก รวมถึงตัวระบบเองก็ใช้งานได้ง่าย และมีผู้พัฒนาอยู่ตลอดเวลา มีเว็บไซต์ภาษาไทยรองรับสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาและใช้งาน เช่น